ครีมทาฝ้า

posted on 10 Dec 2008 16:08 by cosmetic-beauty  in Cosmetic

ครีมทาฝ้า ... Whitening ... Melasma

 
ลักษณะของฝ้า และสาเหตุของการเกิดฝ้า (เครื่องสำอาง, เวชสำอาง, cosmetic, melasma, whitening)


      โดยทั่วไปแล้วเชื่อกันว่า ฝ้าเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
      1. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเฉพาะที่ เนื่องจากการทาครีมบำรุงผิวที่มีฮอร์โมนบางชนิด หรือยาที่มีสเตียรอยด์เป็นส่วนผสม ฝ้าชนิดนี้มักขึ้นตามบริเวณเหนือริมฝีปาก และคิ้ว และลักษณะของผิวหน้าจะดูไม่ผองใส
      2. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในระบบภายในร่างกาย อาจจะเกิดการตั้งครรภ์ หรือรับประทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น ฝ้าจำพวกนี้ลักษณะของผิวหนังที่บริเวณฝ้าจะเหมือนกับผิวข้างเคียง
      3. เกิดจากแสงแดดร่วมกับการแปรปรวนกับเซลล์สีผิว ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัด ฝ้าชนิดนี้มีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาล
      แสงแดดจากดวงอาทิตย์บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรมีแสงเหนือม่วง(แสงอุลตร้าไวโอเล็ต หรือแสงยูวี) มาก โดยเฉพาะตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 15.00 น. ในฤดูร้อน ฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากครึ่งหนึ่งของแสงเหนือม่วงทั้งหมดได้มาจากดวงอาทิตย์โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม อีกครึ่งหนึ่งสะท้อนมาจากท้องฟ้า เมฆ หมอก ต้นไม้ พื้นดิน คอนกรีต ดังนั้นที่กำบัง หรือร่มมิได้ช่วยป้องกันแสงเหนือม่วงได้ทั้งหมดจะป้องกันได้เพียงครึ่งหนึ่งนอกจากนี้ลมเย็นก็สามารถนำพาแสงเหนือม่วงมาได้เช่นกัน การใส่เสื้อแขนยาวหรือสวมหมวกปีกกว้างกันแสงเหนือม่วงได้บ้าง แต่ถ้าผ้าที่เนื้อบางแล้วแทบจะกันแสงเหนือม่วงไม่ได้เลย เครื่องสำอาง, เวชสำอาง, cosmetic, melasma, whitening


 
การป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า

เครื่องสำอาง, เวชสำอาง, cosmetic, melasma, whitening
 
      1. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางทุกชนิด
      2. อย่าใช้สเตียรอยด์ทาที่หน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทาทั่วใบหน้าเพื่อรักษาสิว
      3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดจ้าโดยตรง หรือทายากันแสงแดดไว้เสมอ


 
การป้องกัน (รักษา) ฝ้า

เครื่องสำอาง, เวชสำอาง, cosmetic, melasma, whitening
 
      ครีมป้องกันฝ้า ที่กำลังเป็นที่นิยมที่สุด และใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยปัจจุบันมีไฮโดรควิโนน เป็นตัวยาออกฤทธิ์สำคัญในการป้องกันฝ้า โดยไปขัดขวางการสร้างเม็ดสีผิวของผิวหนังชั้นนอก และที่รูขุมขน แต่มีข้อเสียคืออาจกลับเป็นใหม่ (rebound) ได้ ทำให้ฝ้าบริเวณเดิมกว้างขึ้น หรือมีฝ้าเกิดบริเวณที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งป้องกันได้โดยทายาทุกวันอย่าหยุดยาทันที ต้องค่อยๆ หยุดยาโดยปฏิบัติตามตารางเวลาที่กำหนด แต่ถ้ามีอาการแพ้ เช่น มีอาการคัน หรือมีเม็ดผื่นแดงต้องหยุดยาทันทีแล้วทาสเตียรอยด์แทน และค่อยๆ เลิกสเตียรอยด์อย่างช้าๆ ขนาดของไฮโดรควิโนน กำหนดให้ใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 5 ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2517 ให้ใช้ไม่เกินร้อยละ 2 ถ้าต้องการให้ออกฤทธิ์แรงขึ้น ให้ผสมร่วมกับ วิตามินเอแอซิค เนื่องจากวิตามินเอแอซิคทำให้การแบ่งตัวของเซลล์เพิ่มขึ้นและผิวหนังชั้นนอกหนาและนุ่มลงผิวหนังลอกออกได้ง่าย

 

ข้อควรระวัง

การใช้ครีมป้องกันฝ้าที่มีตัวยาไฮโดรควิโนน อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน แต่เป็นอาการที่ป้องกันและแก้ไขได้ อาการแทรกซ้อนแบ่งออกได้ดังนี้


1. อาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการใช้ตอนต้นๆ (short term) ภายในเวลา 3 เดือน อาจเกิดอาการดังนี้
            1.1 การรบกวนผิวหนัง ทำให้มีอาการ แดง ร้อน ลอก อาการนี้จะค่อยๆ หายไปเอง แต่ต้องพยายามอย่าถู หรือขัดผิวหนัง การป้องกันทำได้โดยทายาให้บางที่สุดแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น
            1.2 อาการแสบ อาจเกิดในช่วง 2-3 เดือนแรก โดยจะเกิดเฉพาะตอนทายาและจะคงอยู่ประมาณ 15 นาที และอาการจะหายไปเอง
            1.3 อาการแพ้ต่อแสงแดด ซึ่งแก้ปัญหาโดยใช้ยาทาป้องกันแสงแดด


2. อาการแทรกซ้อนที่เกิดหลังจากใช้ยาติดต่อกันนาน ๆ (long term) เกิดหลังจากใช้ยาติดต่อกันเกิน 3 เดือน
            2.1 มีอาการเหมือนดังกล่าวข้างต้น แต่อาการแสบจะเกิดเฉพาะขณะอากาศร้อนและมีเหงื่อ
            2.2 อาการแดงเกิดเฉพาะเวลามีอะไรมากระตุ้น ให้เส้นเลือดขยายตัว เช่น ความร้อนจากแสงอาทิตย์ หรือแหล่งอื่น สุรา ดีใจ การเช็ดหน้าแรง ๆ ซึ่งป้องกันได้โดยการถนอมผิวตลอดเวลา โดยใช้เครื่องสำอางที่ให้ความชุ่มชื้นผิว
            2.3 เกิดสิว
            2.4 อาการแพ้ และอื่นๆ


 
คำเตือน
 
      1. ระวังอย่าให้เข้าตา
      2. อย่าให้บริเวณผิวหนังที่ใช้เครื่องสำอางนี้ถูกแสงแดด
      3. ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
      4. ต้องหยุดใช้ เมื่อเกิดอาการคัน หรือมีเม็ดผื่นแดง


 
สรุป
 
      การรักษาฝ้า ให้ได้ผลดี ต้องทาครีมรักษาฝ้าทุกวันและทาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจางหายสนิท แล้วจึงค่อย ๆ ถอนยาพร้อมกับให้ทายากันแสงแดดทุกวันตลอดไป โดยการเริ่มทาตั้งแต่ระยะต้น ๆ ของการรักษา และงดใช้เครื่องสำอางที่ไม่จำเป็นตลอดไป เครื่องสำอาง, เวชสำอาง, cosmetic, melasma, whitening

      *ฝ่ายวิเคราะห์เครื่องสำอาง กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
 

edit @ 10 Dec 2008 16:23:10 by Cosmetic-Beauty By Pharmacist

เคล็ดลับผิวสวย

posted on 10 Dec 2008 16:06 by cosmetic-beauty  in Beauty

เคล็ดลับผิวสวย...Beauty


          ไม่ว่าในสภาพอากาศแบบไหน เคล็ดลับการบริโภคที่จะทำให้ มีสุขภาพร่างกายดีได้ตลอดปีคือ

          1. ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวทุกเช้า โดยการผสมน้ำค่อนข้างอุ่น 350 มิลลิลิตร กับน้ำมะนาวครึ่งผล เพราะน้ำมะนาวจะช่วยชะล้าง และทำความสะอาดระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น และทำงานได้อย่างไม่ง่วงเหงาหาว นอนตลอดทั้งวัน

          2.ควบคุมการรับประทานให้สมดุล เพราะภาวะโภชนาการที่ดีคือต้องมีความพอดี ระหว่างคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และน้ำหนักของ ร่างกาย(โปรตีน 2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตรและออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 ชั่วโมง ถ้าทำได้เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะป่วยง่ายอีกต่อไป

          3. อย่าติดกาแฟ การบริโภคกาแฟมากๆ จะทำให้ร่ายกายขาดน้ำและหงุดหงิด วิธีแก้สำหรับคอกาแฟคือเมื่อใด ที่คิดจะดื่มกาแฟ ก็ให้ดื่มน้ำเปล่าลงไปก่อน 1 แก้วใหญ่ๆ จะทำให้ดื่มกาแฟได้น้อยลง วิธีนี้นอกจากช่วย ให้หายหงุดหงิดระหว่างทำงานแล้ว น้ำหนักตัวก็จะลดลงได้ด้วย


          4. คุณค่าอาหารเช้า เลือกอาหารเช้าที่มีคุณค่า งดของทอด ของมัน และของรสจัด ลองเปลี่ยนมาม่าเป็นโยเกิร์ตกับ ผลไม้ หรือมูสลี่สักชาม ปิดท้ายด้วยน้ำผลไม้แก้วใหญ่ แต่ถ้ากลัวหวานจัดก็ให้ผสมน้ำลงไปในน้ำผลไม้ ครึ่งหนึ่งเพื่อลดปริมาณน้ำตาล เท่านี้ก็จะมีพลังทำงานไปตลอดเช้าแล้วล่ะค่ะ

          5. บริโภคไขมันบ้าง ชีสคอตเตจไขมันต่ำทุกๆ 100 กรัม จะมีปริมาณไขมันเพียง 2.4 กรัมเท่านั้น ซึ่งสามารถ นำมาใช้ทาขนมปังแทนเนยหรือมาร์การีนได้เป็นอย่างดี นอกจากอร่อยแล้ว ยังทำให้ได้ไขมันในปริมาณ ที่เหมาะสมด้วย

          6. มื้อกลางวันอาหารแป้ง ร่างกายต้องการแป้งในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้มีเรี่ยวแรงทำงานได้ตลอดบ่าย ในเมนูมื้อ กลางวัน ลองเลือกรับประมานอาหารแป้งที่มีเส้นไยไฟเบอร์อย่างขนมปังโฮลวีตและข้าวโอ๊ตดูบ้าง นอก จากจะช่วยให้อิ่มทนแล้ว ยังลดคอเลสเตอรอลได้ด้วย

Cosmetic-Beauty By Pharmacist

posted on 09 Dec 2008 15:43 by cosmetic-beauty

แหล่งรวบรวมความงาม, เครื่องสำอาง, เวชสำอาง, cosmetic, skin care, whitening จากทั่วสารทิศ


ครีมหน้าขาว (Whitening Cream)

ที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะคนไทยเราผิวออกดำแดง บ้างก็ดำเข้ม ส่วนใหญ่จึงอยากให้ผิวดูขาวใสขึ้น แน่ละ คนเรามักชอบอะไรที่แตกต่างจากตัวเอง อย่างฝรั่งชอบผิวคล้ำ ดำ แทน ขณะที่เราชอบผิวขาวสเป็ก “ขาวสวยหมวยตี๋” ปัจจุบันครีมหน้าขาวมีให้เลือกใช้หลายชนิดราคามีตั้งแต่หลักร้อยจนกระปุกเป็นหมื่น สรรพคุณที่ว่า ดีสมราคาหรือไม่การเข้าใจถึงส่วนผสมและกลไกการออกฤทธิ์ต่อผิวจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยทั่วไปสารซึ่งทำให้ผิวขาวขึ้นได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ


1. ชนิดกระตุ้นการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นนอก กลุ่มนี้ไม่ได้ลดการสร้างเม็ดสีโดยตรง เพียงแต่ลอกเซลล์เก่าซึ่งตายแล้วออกไป ผิวจึงดูขาวขึ้นได้ สมัยก่อนอาจใช้ไวน์ โยเกิร์ต ฝานมะเขือเทศ นำมาพอกหน้าแล้วทำให้ผิวขาวใสขึ้น แท้จริงแล้วในสิ่งเหล่านี้มีกรดผลไม้ซึ่งออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวเก่าๆ ให้หลุดออกไปได้ง่ายนั่นเอง เรียกรวมๆ ว่า AHA (Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งยังแบ่งเป็นชั้นย่อยๆ ตามแหล่งที่มาอีกด้วย เช่น ไวน์ หรือองุ่นให้กรดทาร์ทาริก (Tartaric) นมเปรี้ยว มะเขือเทศ ให้กรดแลคติก (Lactic) แอ๊ปเปิ้ลให้กรดมาลิก (Malic) ส้ม มะนาว ผลไม้รสเปรี้ยวให้กรดซิตริก (Citric) อ้อยให้กรดไกลโคลิก (Glycolic) ซึ่งแหล่งที่ให้กรดที่ออกฤทธิ์ต่อผิวดีที่สุดได้จากอ้อย


            เครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมขอกรดผลไม้ที่จำหน่ายในท้องตลาดกฎหมายควบคุมให้มีความเข้มข้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากสูงกว่านี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะอาจทำให้เกิดการลอกจนแสบไหม้ได้ ความเข้มข้นสูงจึงถูกนำไปใช้ทำ “AHA Treatment” ทาแล้วล้างออก ไม่ได้ทิ้งไว้ตลอดคืนเหมือนกรดผลไม้ความเข้มข้นต่ำ โดยทำสัปดาห์ละครั้งเพื่อให้มีการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นนอกเร็วขึ้น แพทย์จะเป็นผู้เลือกความเข้มข้นตามความเหมาะสม ซึ่งมีตั้งแต่ 20-70 เปอร์เซ็นต์


            นอกจากนี้มีสารอื่นที่พอหาซื้อได้อีก เช่น BHA (Beta Hydroxy Acids) หรือกรด ซาลิไซลิก (Salicylic Acid) นั่นเอง สมัยก่อนใช้ความเข้มข้นสูงทาบริเวณลำตัวในตำแหน่งผิวหยาบกร้าน หนา หรือหูดที่ไม่ต้องการออกไป ต่อมาได้พัฒนาเป็นครีมทาผิวหน้าโดยใช้ความเข้มข้นต่ำๆ ไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลอกรอยดำคล้ำ ปัจจุบันผสมอยู่ในเครื่องสำอางหรือครีมหน้าขาวในท้องตลาด


            2. ชนิดยับยั้งการทำงานของเม็ดสี ตามธรรมชาติเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) อยู่ในชั้นล่างสุดของหนังกำพร้า เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนหรือรังสียูวี จากแสงแดด จะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีเหล่านี้สร้างเม็ดสี (Melanin) เพิ่มขึ้น ผิวจึงดูคล้ำลงโดยอาศัยเอนไซม์ที่เรียกว่าไทโรซิเนส (Tyrosinase) ภายในเซลล์เองไปเปลี่ยนโปรตีนไทโรซิน (Tyrosine) ในเซลล์ ร่วมกับการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ได้เป็นเม็ดสีขึ้นและเม็ดสีที่สร้างขึ้นนี่เองจะคล้ายๆ เคลื่อนตัวขยับขึ้นไปชั้นบน ยิ่งใกล้ผิวชั้นนอกสุดเท่าไรก็จะรู้ว่าส่วนผสมของสารทำให้ผิวขาวที่มีอยู่ในเครื่องสำอางนั้นออกฤทธิ์ในตำแหน่งใด เช่น กรดโคจิก (Kojic Acid), อาร์บูติน (Arbutin), วิตามินซี ( L-ascorbic Acid) วิตามินบี 3 (Niacin) วิตามินซี